COMPUTER  NETWORK  EVOLUTION

วิวัฒนาการของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

การติดต่อสื่อสารข้อมูลในปัจจุบันมีรากฐานมาจากความพยายามในการเชื่อมต่อ ระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันโดยอาศัยระบบการสื่อสาร


ต่อมาเมื่อมีการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้นจึงมีความต้องการที่จะติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์หลายเครื่องในเวลาเดียวกันที่เรียกว่า ระบบเครือข่าย (Network System) ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ

ตอนต้นของยุคสื่อสารเมื่อประมาณ พ.ศ. 2513-2514 ความต้องการใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกันมีมากขึ้น แต่คอมพิวเตอร์ยังมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์สื่อสารที่มีอยู่แล้ว การสื่อสารด้วยระบบเครือข่าย


ในระยะนั้นจึงเน้นการใช้คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นผู้ให้บริการแก่ผู้ใช้ปลายทางหลายคน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของระบบ

ต่อมาเมื่อถึงยุคของไมโครคอมพิวเตอร์พบว่า ขีดความสามารถในด้านความเร็วของการทำงานของเครื่องแบบเมนเฟรมมีความเร็วมากกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับไมโครคอมพิวเตอร์ตัวที่ดีที่สุด แต่ราคาของเมนเฟรมแพงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์มาก ดังนั้นการใช้ไมโครคอมพิวเตอร์จึงมีการพัฒนาด้านประสิทธิภาพและได้แพร่หลายออกไป 

ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์



1. จัดเก็บข้อมูลได้ง่ายและสื่อสารได้รวดเร็ว


2. มีความถูกต้องของข้อมูล


3. มีความรวดเร็วในการทำงาน


4. ประหยัดต้นทุน


ประเภทของเครือข่าย

-เครือข่ายภายใน หรือ แลน (Local Area Network: LAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยู่ในห้อง หรือภายในอาคารเดียวกัน


-เครือข่ายวงกว้าง หรือ แวน (Wide Area Network: WAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกัน ในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็น กิโลเมตร หรือ หลาย ๆ กิโลเมตร


-เครือข่ายงานบริเวณนครหลวง หรือ แมน (Metropolitan area network : MAN)


-เครือข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ หรือ แคน (Controller area network) : CAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ติดต่อกันระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Micro Controller unit: MCU)


-เครือข่ายส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal area network) : PAN) เป็นเครือข่ายระหว่างอุปกรณ์เคลื่อนที่ส่วนบุคคล เช่น โน้ตบุ๊ก มือถือ อาจมีสายหรือไร้สายก็ได้


-เครือข่ายข้อมูล หรือ แซน (Storage area network) : SAN) เป็นเครือข่าย (หรือเครือข่ายย่อย) ความเร็วสูงวัตถุประสงค์เฉพาะที่เชื่อมต่อภายในกับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชนิดต่างกัน

Cloud Computing คืออะไร?

บริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กำลังประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆจากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง ซึ่งก็มีทั้งแบบบริการฟรีและแบบเก็บเงิน

หากแปลความหมายของคำว่า Cloud Computing ดูจะเข้าใจยาก หรือถ้าแปลเป็นไทย “การประมวลผลบนกลุ่มเมฆ” ก็ยิ่งดูจะงงเข้าไปใหญ่ แต่น่าจะง่ายกว่าถ้าบอกว่า Cloud Computing คือการที่เราใช้ซอฟต์แวร์, ระบบ, และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน และให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud จากที่ไหนก็ได้ ดังแผนภาพด้านข้างนี้นั่นเอง

รูปแบบของการให้บริการ

  ออกแบบ 4 รูปแบบได้ดังนี้

Private cloud

เป็นการใช้งานระบบภายใต้โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ผู้ใช้อาจเป็นผู้ดูแลด้วยตนเอง หรือจ้างบุคคลที่สามดูแลก็ได้ อุปกรณ์อาจจะติดตั้งภายในสำนักงานหรืออยู่ภายนอกทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้

Community cloud

เป็นการใช้งานระบบภายใต้การร่วมการของกลุ่มสมาชิก โดยมีข้อปฏิบัติร่วมกัน ตามเงื่อนไขของรัฐ หรือขององค์กร โดยสมาชิกดูแลบริหารจัดการโครงสร้างด้วยสมาชิกเอง หรือทำผ่านบุคคลที่สาม โดยอุปกรณ์อาจจะติดตั้งภายในสถานที่ของชุมชน หรือนอกสถานที่ก็ได้

Public cloud

เป็นการใช้งานระบบร่วมกันกับสาธารณะชน องค์กรทั่วไปและกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ โดยผู้ให้บริการเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไอทีและระบบซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

Hybrid cloud

เป็นการใช้งานผสมผสานระหว่าง Private cloud, Public cloud หรือ Hybrid cloud โดยขึ้นอยู่กับผู้ใช้บริการต้องการด้านใด โดยอาจจะทำงานเป็นอิสระ หรือมีการเชื่อมโยงเข้าหากัน แต่จะต้องสามารถทำงานร่วมกันในระดับข้อมูลและระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้ โดยการใช้งานทั่วไปมักจะใช้ Private cloud ก่อน จนเมื่อต้องการเพิ่ม Capacity ชั่วคราวจึงใช้ Public cloud เพิ่มเติม

ข้อดีของการใช้ Cloud Computing

1) ไม่ต้องลงทุน Infrastructure เอง จ่ายราคาตามปริมาณที่ใช้ได้

2) ผู้ให้บริการลงทุนมหาศาล บริการให้คนมหาศาล ทำให้ค่าบริการต่อหัวลดลงมาก

3) เลิกคาดเดาว่าเราจะต้องการทรัพยากรเท่าไหร่ถึงจะพอ หรืออาจจะซื้อมามากเกินไปหรือเปล่า

4) สามารถเพิ่มความเร็วในการจัดหาทรัพยากร์

5) หยุดใช้เงินในการจัดการ Data Center

6) สามารถ Deploy Application ให้ใช้ได้ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยรวมถึงคนทั่วโลกสามารถ Access ได้อย่างรวดเร็ว

การนำ Cloud มาใช้งาน

ผู้บริหารต้องเห็นด้วย และเป็นผู้ผลักดันในการใช้งานให้เกิดเป็นรูปธรรม

– โดยในแต่ละธุรกิจ หรือแต่ละองค์กรมีวิธีการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันตามลักษณะงานที่ทำ

– การเปลี่ยนแปลงจะต้องเปลี่ยนในสิ่งต่อไปนี้

1) งานที่ทำ

2) ความสามารถ ทักษะ ที่ต้องการเพิ่มขึ้นในองค์กร

3) ความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรและผู้บริหารระบบไอที

4) กระบวนการทำงาน

– ระดับของการใช้งาน Cloud มีทั้งแบบ ไม่มีใช้งาน, ใช้งานภายใน, ใช้งานภายนอกทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่มีผู้ดูแลระบบภายในเหลืออยู่เลย

– แต่ก็ยังต้องมีฝ่าย IT ภายในองค์กร แต่จะใช้ในการดูแลเรื่องความปลอดภัยของการเข้าถึงข้อมูล การจัดการบริการ Cloud และการเฝ้าระวัง

– การเริ่มที่ง่ายที่สุด ต้องเริ่มจากความซับซ้อนน้อยที่สุด

– สิ่งที่ควรนำขึ้น Cloud ก่อนคืองานที่ใช้ทดสอบหรือพัฒนา, งานที่ไม่กระทบต่อธุรกิจโดยรวม, งานที่รันเป็น Batch

– สุดท้ายแล้วงานที่จะขึ้น Cloud ช่วงหลังก็จะเป็นงานที่มีโหลดสูง, งานที่มีการใช้งานร่วมกัน, งานที่ต้องใช้กับ Desktop, งานทั้งที่เป็นงานทั่วไป และงานสำคัญ

ความเสี่ยงในการใช้งาน Cloud

– ข้อมูลสูญหาย

– การใช้บริการของที่หนึ่งแล้วจำเป็นต้องย้ายไปยังอีกผู้ให้บริการ

– Data lock-in ข้อมูลอาจจะไม่สามารถย้ายไปใช้กับ Application อื่นได้

– ขนาดของเครื่อง ซึ่งผู้ให้บริการไม่สามารถจัดหาให้ได้

– เครื่องมือจัดการระบบ Cloud ซึ่งการที่ย้ายไปยังผู้บริการอื่นใช้เงินลงทุนที่สูง

การป้องกันความเสี่ยงในการใช้งาน Cloud

– Data lock-in ใช้รูปแบบมาตรฐานของข้อมูลเช่น JSON, XML

– VM lock-in ใช้รูปแบบมาตรฐานของ VM Image

– App lock-in ใช้รูปแบบ API มาตรฐาน

– การยืนยันตัวตนให้ใช้มาตรฐาน เช่น OAuth, OpenID, Facebook Authentication

Create a presentation like this one
Share it on social medias
Share it on your own
Share it on social medias
Share it on your own

How to export your presentation

Please use Google Chrome to obtain the best export results.


How to export your presentation

New presentation

by kade2542

25 views

Public - 8/15/16, 4:27 AM